บทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในการพัฒนาชาติไทย

สถาบันพระมหากษัตริย์มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาชาติไทยมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดังตัวอย่างที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้

1. การป้องกันและรักษาเอกราชของชาติ นับตั้งแต่อดีตพระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในฐานะจอมทัพ เป็นผู้นำในการทำสงครามเพื่อป้องกันบ้านเมืองและขยายอำนาจ เช่น

20-kingnaresuan

l3dcl8-0133bd1

 

 

 

 

 

rama1          rama4

         rama5

แม้แต่ในสมัยที่ไทยเผชิญภัยคุกคามจากจักรวรรดินิยมตะวันตกทั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงเป็นผู้นำในการดำเนินนโยบายต่าง ๆ เพื่อรักษาเอกราชของชาติ โดยใช้นโยบายทางการทูตสร้างความสัมพันธ์กับราชสำนักต่างชาติเมื่อเผชิญกับความขัดแย้งกับชาติตะวันตกเช่น รัฐบาลไทยใช้การเจรจาทางการทูตทั้งการเจรจาในเมืองไทยและในฝรั่งเศส ในกรณี ร.ศ. 112 โดยขุนนางไทยและพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงเจรจากับฝรั่งด้วยพระองค์เอง เมื่อคราวเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 1 พ.ศ. 2440

นอกจากนี้ทรงผูกมิตรกับรัสเซีย เพื่อให้รัสเซียช่วยเจรจาไกล่เกลี่ยกับฝรั่งเศสอีกทางหนึ่ง และทรงยอมเสียดินแดนส่วนน้อยที่ไม่ใช่ดินแดนไทยเพื่อรักษาดินแดนส่วนใหญ่ไว้ หรือในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกาศเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 1 (ค.ศ. 1914 – 1918) และส่งทหารไทยไปยุโรปด้วย ทำให้ไทยได้ประโยชน์จากการเข้าร่วมกับฝ่ายชนะสงคราม โดยได้ยกเลิกสนธิสัญญาไม่เป็นธรรมที่เคยทำกับชาติตะวันตกไว้ในเวลาต่อมา

83

ส่งโดย: wanna500 | ตุลาคม 14, 2013

อาณาจักรสุโขทัย

การก่อตั้งอาณาจักรสุโขทัย (พุทธศตวรรษที่ 18)

ความเป็นมาในการก่อตั้งรัฐอิสระสุโขทัย

  • 1. แต่เดิมขอมมีอำนาจในการปกครองดินแดนไทย
    – ขณะนั้นสุโขทัยมีฐานนะเป็นแค่เมือง เมืองหนึ่งที่รวมกับเมืองศรีสัชนาลัยเข้าด้วยกัน
    เรียกว่าเมืองหรือแว่นแคว้นสุโขทัย มีพ่อขุนศรีนานนำถม เป็นเจ้าเมือง
    – อยู่ในฐานะประเทศราช (เมืองขึ้น) ของอาณาจักรขอม (เขมร)
    – กษัตริย์ขอมปกครองประเทศราชคนไทยอย่างละมุนละม่อน
    – แต่หลังจากสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งอาณาจักรขอม ขอมเริ่มเสื่อม
    อำนาจจึงหาวิธีผูกมิตรกับสุโขทัยในระบบเครือญาติ เพื่อเหมือนเป็นสื่อแทนใจว่า เธอ
    อย่าแยกไปจากฉันนะ คือ
    แต่งตั้งลูกพ่อขุนศรีนาวถม คือ พ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด ให้เป็น
    “ขุนศรีอินทรบดินทราทิตย์” พร้อมกับมอบ พระขรรค์ไชยศรี เป็นเครื่องแสดง
    อำนาจ
    แล้วพระราชทานพระราชธิดาขอม “สิงขรมหาเทวี” ให้อภิเษกสมรสกับพ่อขุนผา
    เมือง


2. จุดพลิกผันที่ทำให้คนไทยตั้งตนเป็นอิสระ

– ขอมเริ่มเสื่อมอำนาจลงเรื่อยๆ
– พ่อขุนศรีนาวนำถม สิ้นพระพชนม์ ข้าหลวงขอมชื่อ “ขอมสบาดโขลญ์ลำพง”ได้ยึดสุโขทัยไว้

พ่อขุนผาเมือง  เจ้าเมืองราด ร่วมกับเพื่อนซี้ คือ พ่อขุนบางกลางหาว เจ้าเมืองบางยาง ขับไล่ขอมสบาดโขลญ์ลำพงได้สำเร็จ ไทยตั้งตนเป็นอิสระ

       

– พ่อขุนผาเมืองรักเพื่อนมากๆ จึงให้พ่อขุนบางกลางหาว ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์สุโขทัย
แถมยังให้ชื่อที่ตัวเองเคยได้มาจากขอมให้อีกด้วย คือ ชื่อว่า พ่อขุนศรีอินทราทิตย์
– ในที่สุดก็มีการสถาปนาอาณาจักรสุโขทัย ในปีพ.ศ. 1792

ปัจจัยที่เอื้อต่อการสถาปนาอาณาจักรสุโขทัย

ปัจจัยที่เอื้อต่อการสถาปนาอาณาจักรสุโขทัย  มี  2  ด้าน  คือ

1.    ปัจจัยภายใน    ได้แก่

มีผู้นำที่เข้มแข็งในสมัยนั้นผู้นำคนไทยที่กล้าหาญมีสติปัญญาเฉียบแหลมและรอบคอบ  2  คน  ซึ่งเป็นสหายกัน  ได้แก่ พ่อขุนผาเมือง  เจ้าเมืองราด  และพ่อขุนบางกลางหาว  เจ้าเมืองบางยาง  ได้ร่วมกันรวบรวมคนไทย  และกำลังเข้าต่อสู้กับขอมจนสามารถขับไล่ขอมไปได้

      

มีขวัญและกำลังใจดี    การที่คนไทยมีผู้นำที่เข้มแข็งมีความสามารถ  ทำให้มีขวัญและกำลังใจดี  มีความเชื่อมั่นว่าจะต่อสู้เอาชนะขอมได้  ต่างก็มีความปรารถนาที่จะขับไล่ขอมออกไป  เพื่อจะได้มีความเป็นอิสระและมีเอกราชสมบูรณ์  จึงได้ผนึกกำลังกันต่อสู้และเอาชนะขอมได้สำเร็จ

รักความเป็นอิสระ    คนไทยมีนิสัยรักอิสระไม่ชอบให้ผู้ใดกดาขี่ข่มเหงบังคับ  ดังนั้นเมื่อพ่อขุนบางกลางหาว  และพ่อขุนผาเมืองได้ร่วมมือกันขับไล่ขอมเพื่อให้คนไทยได้รับอิสรภาพ  จึงได้รับความร่วมมือร่วมใจจากชาวไทยทุกคนด้วยดี  จนสามารถาขับไล่ขอมและปลดปล่อยกรุงสุโขทัยเป็นอิสระได้ในที่สุด

     

บ้านเมืองมีความอุดมสมบูรณ์   เมืองสุโขทัยเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเกษตรมีการเพาะปลุก  การเลี้ยงสัตว์  และการจับสัตว์น้ำ  ทำให้ผู้คนเข้ามาอาศัยตั้งบ้านเรือนกันเป็นชุมชนที่ค่อนข้างหนาแน่น  เมืองสุโขทัยจึงพร้อมด้วยเสบียงอาหาร  และกำลังคน

2. ปัจจัยภายนอก

   ขอมมักจะรุกรานและแผ่อำนาจเข้าไปในอาณาจักรอื่นๆ  ต้องทำสงครามรบพุ่งเป็นระยะเวลายาวนาน  โดยเฉพาะกับอาณาจักรจามปา   กษัตริย์ขอมต้องทำสงครามยึดเยื้อหลายรัชกาล  ต้องเสียกำลังคน  เสบียงอาหาร  ทรัพยากรและขาดการทำนุบำรุงบ้านเมือง  ทำให้ต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจประชาชนท้อแท้เบื่อหน่าย

การที่ขอมขยายอาณาเขตออกไปไกล  ทำให้ไม่สามารถออกไปไกล  ทำให้ไม่สามารถรักษาอำนาจไว้ได้อย่างถาวร  แม้จะแก้ปัญหา  โดยตั้งเมืองใหญ่ให้เป็นศูนย์ำนาจ  เช่น  ลพบุรี  สุโขทัย  แต่การปกครองก็มิได้มีประสิทธิภาพในที่สุดก็ไม่สามารถรักษาอำนาจของคนในดินแดนชาติอื่นที่ตนยึดครองไว้ได้

การสร้างปราสาทหรือเทวสถานไว้ประดิษฐานศิวลึงค์   เพื่อการบูชาและการสร้างสาธารณูปโภคของกษัตริย์แต่ละพระองค์  ก็เป็นอีกเหตุหนึ่งที่ทำให้ขอมเสื่อมอำนาจ  เพราะต้องใช้แรงงาน  ใช้ทรัพยากรและเสบียงอาหารจำนวนมากมาย  ความอ่อนแอทางเศรษฐกิจทำให้ต้องเก็บภาษีจากประชาชนมากขึ้น  ประชาชนจึงไม่ร่วมมือกับทางราชการ ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ อาณาจักรขอมจึงเสื่อมลง  เปิดโอกาสให้คนไทยได้ร่วมกันกำจัดอำนาจอิทธิพลของขอมได้สำเร็จ

สมัยก่อนประวัติศาสตร์ในดินแดนไทย

ความสำคัญของเวลาและช่วงเวลา

null การศึกษาประวัติศาสตร์มีความเกี่ยวข้องกับเวลา เพราะประวัติศาสตร์เป็นการศึกษาเรื่องราวในอดีตของมนุษย์ที่มีผลกระทบต่อพัฒนาการของมนุษย์ในอดีตและปัจจุบัน กล่าวได้ว่า การดำรงชีวิตของมนุษย์มีความเกี่ยวข้องกับเวลา ดังนั้น จึงมีการกำหนดระบบการบอกเวลา เช่น เช้า สาย บ่าย เย็น วัน เดือน ปี ฤดู เป็นต้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน เวลามีความสำคัญต่อมนุษย์มาก เช่น ใช้ในการนัดหมาย การดำเนินชีวิต การเริ่มเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว ถ้าการนับเวลาผิดพลาด อาจทำให้เกิดความเสียหายได้ เช่น การนัดผิดเวลา อาจส่งผลให้การค้าเสียหาย การเริ่มเพาะปลูก การทำนาช้าไป เร็วไป ก็ทำให้พืชผลเสียหาย หรือไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร ดังนั้น การนับเวลาที่ถูกต้องจึงมีความสำคัญมาก

null ในประวัติศาสตร์ ได้มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมายในระยะเวลาหลายพันหลายร้อยปี นักประวัติศาตร์จึงกำหนดช่วงเวลา เช่น แบ่งเวลาเป็นช่วง 10 ปี หรือทศวรรษ 100 ปี หรือ ศตวรรษ 1000 ปี หรือ สหัสวรรษ กำหนดเวลาเป็นปีศักราช เช่น พุทธศักราช (พ.ศ.) คริสต์ศักราช (ค.ศ.) ฮิจเราะห์ศักราช (ฮ.ค.) และกำหนดยุคสมัยประวัติศาสตร์ เช่น “สมัยก่อนประวัติศาสตร์” หมายถึงเวลาที่มนุษย์ยังไม่มีตัวอักษรใช้ “สมัยประวัติศาสตร์” หมายถึงช่วงเวลาที่มนุษย์เริ่มมีตัวอักษรใช้แล้ว

null การกำหนดช่วงเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ทำให้รู้ว่าเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์เกิดมานานเท่าใดแล้ว หรืออยู่ในยุคสมัยใด เช่น 1500 ปี , 500 ปี , 100 ปี หรือ 5 ปีที่ผ่านมา อยู่ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ในสมัยสุโขทัย หรือในสมัยอยุธยา เป็นต้น นอกจากนี้เวลายังทำให้ง่ายต่อการลำดับและเปรียบเทียบเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์์ว่าเหตุการณ์ใดเกิดก่อน เกิดก่อนกี่ปี เหตุการณ์ใดเกิดทีหลัง เกิดหลังกี่ปี และจะช่วยให้เราสามารถวิเคราห์ถึงสาเหตุและผลของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสมัยต่างๆ ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจเหตุการณ์ต่างๆ ได้ชัดเจนและถูฏต้องมากยิ่งขึ้น และเวลายังใช้ในการบันทึกเพื่อบอกเล่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาแล้วอีกด้วย

null ประวัติศาสตร์ไทยถ้านับย้อนหลังไปถึงสมัยสุโขทัยก็เป็นเวลามากกว่า  700 ปี ดังนั้นการนับเวลาและช่วงเวลาจึงมีความสำคัญมาก

เวลาในประวัติศาสตร์  นิยมบอกเป็นปี เช่น พ.ศ. 1826  พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงประดิศฐ์อักษรไทย ถ้าต้องการให้รู้ชัดเจนมากขึ้น  เพระามีความสำคัญมาก จะบอกเป็นวัน เดือน ปี เช่น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 วันปิยมหาราช ตรงกับวันเสด็จสวรรคต คือ วันที่ 23 ตุลาคม เป็นต้น

ช่วงเวลาในประวัติศาสตร์  เป็นการบอกให้รู้เวลาที่ชัดเจนเกี่ยวกับบุคคลหรือเหตุการณืทางประวัติศาสตร์ เช่น พ่อขุนราคำแหงมหาราชครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 1822-1841 สมัยสุโขทัยอยู่ในช่วงเวลา พ.ศ. 1792 – 2006 เป็นต้น

ดังนันเวลาและช่วงเวลาจึงมีความสำคัญ  ดังนี้

  1. บอกให้รู้ว่าเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้น หรือสิ้นสุดในเวลาใด  ช่วงเวลาใด
  2. บอกให้รู้ว่าเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมานานเท่าใดแล้วเมื่อนับถึงปัจจุบัน
  3. บอกให้รู้ว่าเหตุการณ์ต่างๆ เหตุการณ์ใดเกิดขึ้นก่อน หรือหลัง เมื่อเปรียบเทียบกับเหตุการณ์อื่นๆ
  4. บอกให้รู้ถึงความสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องของเหตุการณ์ประวัติศาสตร์  เพราะอยู่ในเวลาหรือช่วงเวลาใกล้เคียงกัน  เช่น กุบไลข่าน  หรือคูมิไลข่าน (พ.ศ.1803 – 1837) ข่านของพวกมองโกลที่ปกครองประเทศจีนขยายอำนาจ ทำให้ผู้นำไทย คือ พ่อขุนรามคำแหงมหาราชแห่งราชอาณาจักรสุโขทัย  พระยางำเมืองแห่แคว้นพะเยาเป็นพัยธมิตรกัน เมื่อ พ.ศ.1830  เพื่อปกป้องตนเอง
  5. ทำให้เข้าใจและวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆ  ในประวัติศาสตร์ได้ดีขึ้นเพราะกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงหรือผ่านมา  มนุษย์มีพัฒนาการ มีความเจริญรุ่งเรืองขึ้น  ทำให้มนุษย์ประดิษฐ์คิดค้นสิ่งต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น เช่น โทรเลขที่เริ่มมีขึ้นในเมืองไทยสมัยรัชกาลที่ 5  (พ.ศ.2411 – 2453) และถือว่ามีความสำคัญและทันสมัยมาก  แต่ในปัจจุบันเป็นของล้าสมัย  จนหมดความสำคัญ เพราะมีโทรศัพท์มือถือ มีอินเตอร์เน็ต (Internet) เข้ามาช่วยในการติดต่อสื่อสาร  ซึ่งจะสะดวกรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่า

วิชาประวัติศาสตร์มีความสำคัญมาก  และมีความสำคัญมาเป็นเวลานานแล้ว  ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาวิชาประวัติศาสตร์ของโลกตะวันตก คือ เฮโรโตตุส (Herodotus ประมาณ 484-420 ปีก่อน ค.ศ.)  เป็นชาวกรีก  ส่วนผู้ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาวิชาประวัติศาสตร์ของโลกตะวันออก คือ  ซือหม่า (Sima Qian ประมาณ 145-85 ปีก่อน ค.ศ. ) เป็นชาวจีน

 
เฮโรโตตุส (Herodotus)
บิดาวิชาประวัติศาสตร์ของโลกตะวันตก
(ประมาณ 484 – 420 ปีก่อน ค.ศ.)

นักประวัติศาสตร์ชาวกรีกเป็นผู้บันทึกสงครามระหว่างกรีกกับเปอร์เซีย ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นวรรณกรรมรูปแบบใหม่  เพราะมีการเรียงลำดับเรื่อง มีการตั้งประเด็นปัญหา ซึ่งก่อให้เกิดการเรียนรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์ และคำว่า Historic ที่ เขาใช้ในงานเขียนซึ่งก่อนหน้ามีความหมายว่า  วิจัย  เพียงอย่างเดียวได้กลายเป็นคำใหม่คือ คำว่า “ประวัติศาสตร์”
                      
 

                                      

ซือหม่า เซียน (Sima Qian)
บิดาวิชาประวัติศาสตร์โลกตะวันออก
(ประมาณ 145 – 85 ปีก่อน ค.ศ.)

นักประวัติศาสตร์ชาวจีน สมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก ตรงกับรัชสมัยฮั่อู่ตี้  เป็นผู้ประพันธ์หนังสือ “สื่อจี้” ซึ่งแปลว่า “บันทึกของนักประวัติศาสตร์ โดยได้บันทึกสภาพการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ในระยะเวลา 3,000 ปี ตั้งแต่บรรพกาลถึงราชวงศ์ฮั่นตะวันตก นับเป็นหนังสือประวัติศาสตร์รวมหลายยุคสมัยเล่มแรกของจีน

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ
บิดาประวัติศาสตร์ไทบ
(พ.ศ.2405 – 2486)

ทรงเป็นราชโอรสองค์ที่ 57 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาชุ่ม ทรงประกอบพระกรณียกิจต่างๆมากมาย ซึ่งล้วนเป็นประโยชน์แก่บ้านเมือง และทรงเป็นบุคคลแรกๆที่ให้ความสนใจประวัติศาสตร์ไทยโดยได้ทรงพยายามค้นหาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ต่างๆ เพื่อแต่งตำราเผยแพร่ ซึ่งเป็นประโยชน์แก่การศึกษาประวัติศาสตร์ไทยมาก

      ความสำคัญของประวัติศาสตร์ สามารถสรุปได้ดังนี้

  • ประวัติศาสตร์ช่วยให้มนุษย์รู้จักตัวเอง ทำให้รู้บางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับขอบเขตของตน ขณะเดียวกันก็รู้เกี่ยงกับขอบเขตของคนอื่น กล่าวคือช่วยให้มนุษย์รู้จักและเข้าใจตัวเองมากขึ้น รวมทั้งเข้าใจสังคมของมนุษย์โดยส่วนรวม
  • ประวัติศาสตร์ช่วยให้เกิดความเข้าใจในมรดก วัฒนธรรมของมนุษยชาติ ความรู้ ความคิดอ่านกว้างขวาง ทันเหตุการณ์ ทันสมัย ทันคน และสามารถเข้าใจคุณค่าสิ่งต่างๆในสมัยของตนได้
  • ประวัติศาสตร์ช่วยเสริมสร้างให้เกิดความระมัดระวัง ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ฝึกฝนความอดทน ความสุขุมรอบคอบ ความสามารถในการวินิจฉัย และมีความละเอียดเพียงพอที่จะเข้าใจปัญหาสลับซับซ้อน
  • ประวัติศาสตร์เป็นเหตุการณ์ในอดีตที่มนุษย์สามารถนำมาเป็นบทเรียน ให้แก่ปัจจุบัน โดยบทเรียนประวัติศาสตร์ อาจใช้เป็นประสบการณ์พื้นฐานการตัดสินใจ เหตุการณ์ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน หรืออนาคต และประยุกต์ใช้ในกระบวนการแก้ไขปัญหา และวิกฤตการณ์ต่างๆ ให้เป็นไปตามหลักจริยธรรม คุณธรรม ทั้งนี้เพื่อสันติสุขและพัฒนาการของสังคมมนุษย์เอง
  • ประวัติศาสตร์สอนให้คนรู้จักคิดเป็น ไม่หลงเชื่อสิ่งใดง่าย ๆ โดยมิได้ไตร่ตรองพิจารณาให้ ถี่ถ้วนเสียก่อน
  • ประวัติศาสตร์ของชาติย่อมทำให้เกิดความภาคภูมิใจในบรรพบุรุษ ในตระกูล และในความ เป็นชาติประเทศ ซึ่งก่อให้เกิดความรักชาติและช่วยกันรักษาชาติบ้านเมืองให้คงอยู่ ทั้งก้าวไปสู่ความเจริญ
ขอบคุณ : http://www.baanjomyut.com
ส่งโดย: wanna500 | เมษายน 30, 2013

ประวัติศาสตร์ คืออะไร

ประวัติศาสตร์ คืออะไร

             ประวัติศาสตร์ หมายถึง เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในอดีต และสิ่งที่มนุษย์ได้กระทำ หรือสร้างแนวความคิดไว้ทั้งหมด รวมถึงเหตุการณ์ที่เกิดจากเจตจำนงของมนุษย์ ตลอดจนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หรือธรรมชาติที่มีผลต่อมนุษยชาติ

ประวัติศาสตร์ ได้แก่ เหตุการณ์ในอดีตที่นักประวัติศาสตร์ได้สืบสวนค้นคว้าแสวงหาหลักฐานมารวบรวมและเรียบเรียงขึ้น เนื่องจากเรื่องราวของมนุษย์ในอดีตมีขอบเขตกว้างขวาง และมีความสำคัญแตกต่างมากน้อยลดหลั่นกันไป นักวิทยาศาสตร์จึงหยิบยกขึ้นมาศึกษาเฉพาะแต่สิ่งที่ตนเห็นว่ามีความหมายและมีความสำคัญ

            

คำว่า “ประวัติศาสตร์” เกิดจากการสมาสคำภาษาบาลี “ประวัติ” (ปวตฺติ) ซึ่งหมายถึง เรื่องราวความเป็นไป และคำภาษาสันสกฤต “ศาสตร์” (ศาสฺตฺร) ซึ่งแปลว่า ความรู้
“ประวัติศาสตร์” ถูกบัญญัติขึ้นโดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเทียบเคียงกับคำว่า “History” และเพื่อให้มีความหมายครอบคลุมมากกว่าคำว่า “พงศาวดาร” (Chronicle) ที่ใช้กันมาแต่เดิม

คำว่า history มีที่มาจากคำว่า historia ในภาษากรีก ซึ่งมีความหมายว่าการไต่สวนค้นคว้าหรือวิจัย  เดิมเป็นชื่อหนังสือที่เฮโรโตตุส (Herodotus , 484-420 ปีก่อนค.ศ.)

            

                “ประวัติศาสตร์” เป็นคำที่มีความหมายหลากหลาย แต่ความหมายที่สำคัญที่ใช้โดยทั่วไปคือ
1. เหตุการณ์ในอดีตทั้งหมดของมนุษย์ หรืออดีตทั้งหมดของมนุษย์ตั้งแต่มีมนุษย์เกิดขึ้นมาในโลกจนถึงวินาทีที่พึ่งผ่านมา และ
2. หมายถึงเรื่องราวของบางเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีตที่เรารู้หรือเข้าใจ นั่นคือสิ่งที่นักประวัติศาสตร์สร้างขึ้นมาเกี่ยวกับอดีตที่ผ่านพ้นไป

นักปรัชญาประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงให้คำอธิบายถึงคำว่า “ประวัติศาสตร์” ไว้ เช่น

           อาร์. จี. คอลลิงวูด (R. G. Collingwood) อธิบายว่าประวัติศาสตร์คือวิธีการวิจัยหรือการไต่สวน … โดยมีจุดมุ่งหมายจะศึกษาเกี่ยวกับ … พฤติการณ์ของมนุษยชาติที่เกิดขึ้นในอดีต

  

     อี.เอส.คาร์ (E. H. Carr)

              อธิบายว่าประวัติศาสตร์นั้นก็คือกระบวนการอันต่อเนื่องของการปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักประวัติศาสตร์กับข้อมูลของเขา ประวัติศาสตร์คือบทสนทนาอันไม่มีที่สิ้นสุดระหว่างปัจจุบันกับอดีต (What is history?, is that it is a continuous process of interaction between the present and the past.)

            
      ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์

            กล่าวถึง ลักษณะสำคัญของคำว่า ประวัติศาสตร์ว่า “วประวัติศาสตร์เป็นการศึกษาความเป็นมาของมนุษย์ในอดีต ตั้งแต่เมื่อเริ่มมี การจดบันทึกกันด้วยลายลักษณ์อักษร..….”

            เรื่องราวที่บันทึกในประวัติศาสตร์นั้น ต้องเป็นเหตุการณ์อันสำคัญที่เกิดขึ้นในอดีตเท่านั้น เพราะในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ๆ นั้น มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมาย นักประวัติศาสตร์ไม่จำเป็นต้องสนใจทั้งหมด แต่เหตุการณ์อันสำคัญนั้น จะต้องเกี่ยวข้องกับมนุษย์หรือสังคมของมนุษย์เป็นส่วนใหญ่……”


ขอบคุณ: http://th.wikipedia.org
ส่งโดย: wanna500 | มกราคม 16, 2013

วิธีการทางประวิติศาสตร์

 วิธีการทางประวัติศาสตร์ หมายถึง  ขั้นตอน หรือวิธีการที่นักประวัติศาสตร์หรือผู้ศึกษาทางด้านประวัติศาสตร์ใช้เพื่อการศึกษา  ค้นคว้า และเรียบเรียงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์จากหลักฐานต่างๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีความถูกต้องและชัดเจนมากที่สุด

    

วิธีการทางประวัติศาสตร์มีความสำคัญ คือ สามารถใช้ในการสืบค้นเรื่องราวต่าง ๆที่สนใจได้ เช่น การหาความรู้เกี่ยวกับโรงเรียน วัด ชุมชน จังหวัด หรือภูมิภาคของตน ซึ่งเป็นเรื่องราวใกล้ตัวและเราสามารถหาหลักฐานได้จากแหล่งข้อมูลที่มีอยู่ในพื้นที่ เช่น วัด พิพิธภัณฑ์ สถานที่สำคัญในท้องถิ่น เป็นต้น

การใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์

       ถ้านักเรียนสนใจอยากทราบว่าภูมิภาคของตนมีประวัติความเป็นมาอย่างไร มีเรื่องราวใดที่น่าสนใจน่ารู้บ้าง นักเรียนสามารถใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ศึกษาค้นคว้าได้ตาม

ขั้นตอน 5ขั้น ดังนี้

     1. การกำหนดหัวเรื่องที่ศึกษา
     2. การรวบรวมหลักฐาน
     3. การประเมินคุณค่าของหลักฐาน
     4. การวิเคราะห์ สังเคราะห์ และจัดหมวดหมู่ข้อมูล
     5. การเรียบเรียงหรือการนำเสนอ

1. การกำหนดหัวเรื่องที่ศึกษา

เป็นขั้นตอนแรกของวิธีการทางประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นเรื่องที่นักประวัติศาสตร์หรือผู้สนใจทางประวัติศาสตร์มีความสนใจ อยากรู้ สงสัย จึงตั้งประเด็นหรือหัวข้อที่ต้องการศึกษาขึ้นมา

          ตัวอย่าง  ประเด็นการศึกษาเกี่ยวกับภูมิภาคอาจเป็นเรื่องที่อยู่ใกล้ตัว และขยายขอบเขตการศึกษาออกไปเป็นระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับภูมิภาค  เช่น

ประวัติวัดสำคัญในชุมชน / อำเภอ / จังหวัด / ภูมิภาค
สถานที่สำคัญในท้องถิ่น / จังหวัด / ภูมิภาค
บุคคลสำคัญในท้องถิ่น / จังหวัด / ภูมิภาค

 

2. การรวบรวมหลักฐาน

          ขั้นรวบรวมหลักฐานต่างๆ ทั้งหลักฐานชั้นต้นและหลักฐานชั้นรอง  คือ เอกสารหรือหนังสือเกี่ยวกับเรื่องที่อยากรู้หรือสนใจ
ในการรวบรวมหลักฐาน  ควรเริ่มด้วยการศึกษาหลักฐานชั้นรองโดยตรงก่อน เพื่อให้เข้าใจและมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่ต้องการศึกษา  และรวบรวมความคิดของผู้ที่ศึกษาเรื่องดังกล่าวมาก่อน  แล้วจึงไปค้นคว้าจากหลักฐานชั้นต้น  ซึ่งจะทำให้ได้รายละเอียดมากขึ้นและอาจมีแนวคิดเพิ่มเติมขึ้นจากผู้ศึกษาไว้แต่เดิม

3. การประเมินคุณค่าของหลักฐาน

          เป็นการประเมินความถูกต้องและความสำคัญของหลักฐาน เพระาหลักฐานบางอย่างอาจเป็นของปลอม หรือเลียนแบบของเก่า  หรือเขียนโดยบุคคลที่ไม่ได้รู้เห็นเหตุการณ์โดยตรง  แล้วมาบันทึกไว้เสมือนได้รู้เห็นเอง  หรือแม้จะรู้เห็นเหตุการณ์โดยตรง  แต่อาจมีความลำเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง  ไม่วางตัวเป็นกลาง

         การวิเคราะห์หลักฐานแบ่งเป็น  2  วิธี  ดังนี้
1.  การประเมินภายนอก  เป็นการประเมินหลักฐานจากสภาพที่ปรากฏภายนอกว่าเป็นของแท้  ถูกต้องตามยุคสมัยหรือไม่  เช่น  กระดาษที่บันทึกเป็นของเก่าจริงหรือไม่  สมัยนั้นมีกระดาษแบบนี้ใช้หรือยัง  วัสดุที่ใช้เขียนเป็นของร่วมสมัยหรือไม่

         2.  การประเมินภายใน  เป็นการประเมินหลักฐานว่าถูกต้องทั้งหมดหรือไม่ เช่น  การกล่าวถึงตัวบุคคล  สถานที่  เหตุการณ์ว่าถูกต้อง  มีจริงในยุคสมัยของหลักฐานนั้นหรือไม่  หรือแม้แต่สำนวนภาษาว่าในสมัยนั้นใช้กันหรือยัง

4. การวิเคราะห์ สังเคราะห์ และจัดหมวดหมู่ข้อมูล

          เป็นขั้นตอนต่อจากที่ได้รวบรวมหลักฐาน  และวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือนั้นๆแล้ว ข้อมูล คือเรื่องราวต่างๆ ทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฏในหลักฐานที่รวบรวมและวิเคราะห์แล้วจากหลักฐานที่เชื่อถือได้  จากนั้นจึงนำข้อมูลมาวิเคราะห์  คือ แยกประเภท โดยเรียงเหตุการณ์ ตามลำดับเวลาก่อนหลัง เพราะความสำคัญของข้อมูล แล้วทำการสังเคราะห์ คือจัดเหตุการณ์  เรื่องเดียวกัน  และเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันไว้ด้วยกัน  และศึกษาความต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ ตลอดจนปัจจัยต่างๆ ที่มีความสำคัญต่อเหตุการณ์

5. การเรียบเรียงหรือการนำเสนอ

           เป็นการเรียบเรียงข้อมูลที่ได้ค้นคว้า  วิเคราะห์ และสังเคราะห์มาแล้ว เพื่อนำเสนอข้อมูลในลักษณะที่เป็นการตอบหรืออธิบายความอยากรู้  ข้อสงสัย  ตลอดจนความรู้ใหม่ ความคิดใหม่ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้านั้น ในรูปแบบการเขียนรายงานอย่างมีเหตุผล

ขอบคุณ2    

ส่งโดย: wanna500 | พ.ค. 18, 2011

คำอธิบายรายวิชา/ตัวชี้วัด

 คำอธิบายรายวิชา  
               

        ศึกษา วิเคราะห์ ความสำคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของมนุษยชาติ ขั้นตอนของวิธีการทางประวัติศาสตร์ คุณค่าและประโยชน์ของวิธีการทางประวัติศาสตร์ที่มีต่อการศึกษาทางประวัติศาสตร์ ประเด็นสำคัญทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่ความเป็นมาของชาติไทยสมัยก่อนอาณาจักรสุโขทัยจนถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อชาติไทย ปัจจัยที่ส่งเสริมการสร้างสรรค์ภูมิปัญญาไทยและวัฒนธรรมไทยซึ่งมีผลต่อสังคมไทยในยุคปัจจุบัน บทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในการพัฒนาชาติไทยในด้านต่างๆ อิทธิพลของวัฒนธรรมตะวันตกและตะวันออกที่มีต่อสังคมไทย ผลงานของบุคคลสำคัญทั้งชาวไทยและต่างประเทศที่มีส่วนสร้างสรรค์วัฒนธรรมไทยและประวัติศาสตร์ไทย ปัจจัยและบุคคลที่ส่งเสริมสร้างสรรค์ภูมิปัญญาไทย และวัฒนธรรมไทยที่มีผลต่อสังคมไทยในปัจจุบัน สภาพแวดล้อมที่มีผลต่อการสร้างสรรค์ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทย การกำหนดแนวทางและการมีส่วนร่วมอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทยและวัฒนธรรมไทยโดยใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ กระบวนการคิด กระบวนการสืบค้นข้อมูล กระบวนการปฏิบัติ กระบวนการทางสังคม กระบวนการเผชิญสถานการณ์ กระบวนการแก้ปัญหา กระบวนการกลุ่ม

         เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจตระหนักในความสำคัญของการศึกษาประวัติศาสตร์ชาติไทย เกิดความรักความภาคภูมิใจและธำรงความเป็นไทย มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ในด้านรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ รักความเป็นไทย มุ่งมั่นในการทำงาน

ตัวชี้วัด                         

ส 4.1              ม. 4-6/1   ม. 4-6/2

ส. 4.3             ม. 4-6/1   ม. 4-6/2   ม. 4-6/3   ม. 4-6/4   ม. 4-6/5

รวม 7 ตัวชี้วัด

d14

มาตรฐาน ส ๔.๑    เข้าใจความหมาย ความสำคัญของเวลา และยุคสมัยทางประวัติศาสตร์
สามารถใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์มาวิเคราะห์เหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างเป็น
ระบบ

๑. ตระหนักถึงความสำคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของ
มนุษยชาติ
๒. สร้างองค์ความรู้ใหม่ทางประวัติศาสตร์โดยใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์อย่างเป็นระบบ

มาตรฐาน ส ๔.๒   เข้าใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ในด้านความสัมพันธ์และ
การเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์อย่างต่อเนื่องตระหนักถึงความสำคัญและสามารถ
วิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้น

๑. วิเคราะห์อิทธิพลของอารยธรรรมโบราณและการติดต่อระหว่างโลกตะวันออกกับโลกตะวันตกที่มีผล
ต่อพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงของโลก
๒. วิเคราะห์เหตุการณ์สำคัญต่างๆที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจและการเมือง เข้าสู่
โลกสมัยปัจจุบัน
๓. วิเคราะห์ผลกระทบของการขยายอิทธิพลของประเทศในยุโรปไปยังทวีปอเมริกาแอฟริกาและเอเชีย
๔. วิเคราะห์สถานการณ์ของโลกในคริสต์ศตวรรษที่ ๒๑

มาตรฐาน ส ๔.๓     เข้าใจความเป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย มีความรัก  ความภูมิใจและธำรงความเป็นไทย

๑. วิเคราะห์ประเด็นสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย
๒. วิเคราะห์ความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อชาติไทย
๓. วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งเสริมความสร้างสรรค์ภูมิปัญญาไทย และวัฒนธรรมไทย ซึ่งมีผลต่อสังคมไทย
ในยุคปัจจุบัน
๔. วิเคราะห์ผลงานของบุคคลสำคัญทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ที่มีส่วนสร้างสรรค์วัฒนธรรมไทย
และประวัติศาสตร์ไทย
๕. วางแผนกำหนดแนวทางและการมีส่วนร่วมการอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทยและวัฒนธรรมไทย

ส่งโดย: wanna500 | มีนาคม 26, 2010

จากเศรษฐกิจพอเพียงสู่ผลงาน

จากการเรียนวิชาสังคมศึกษา เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  นักเรียนสร้างสรรค์ผฃงานได้สวยงามมากในหัวข้อ “รักในหลวงอยู่อย่างพอเพียง” 

ส่งโดย: wanna500 | มีนาคม 25, 2010

ภาวะโลกร้อน

Older Posts »

หมวดหมู่

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น